วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

โครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ฯ
ตามแนวพระราชดำริ
เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาพระบรมราชินีนาถ


ความเป็นมา l กิจกรรมดำเนินการ

ความเป็นมา
ปี 2547 ฯ พณฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิน ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม (ทส.) ดำเนินการฟื้นฟู ป้องกัน รักษาทรัพยากรป่าไม้ ให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์
โดยเร็วที่สุด โดยยึดแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ
27 กรกฎาคม 2547 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอโครงการหมู่บ้านป่าไม้
ตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ ให้ ค.ร.ม. พิจารณาให้ความเห็น
ชอบและ ค.ร.ม. เห็นชอบกับโครงการที่ทส.เสนอและให้นำโครงการดังกล่าวส่งให้คณะกรรมการพิเศษ
เพื่อปรสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) พิจารณาให้ข้อคิดเห็นก่อนดำเนินการ
28 กรกฎาคม 2547 คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)
พิจารณา โครงการดังกล่าวพบว่าแนวทางโครงการสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
10 สิงหาคม 2547 ค.ร.ม. รับทราบโครงการหมู่บ้านแผนใหม่ตามพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติ
72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ ที่ กปร. พิจารณาแล้ว
ทส. มอบหมายให้ส่วนราชการหลักที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืช
กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรับไปดำเนินการ
กรอบแนวคิด
“ การพัฒนาคน ชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน สมดุลและยั่งยืน
โดยแนวทางตามพระราชดำริ ”

แนวทางตามพระราชดำริและพระเสาวนีย์
1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู้หัว พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ เมื่อวันพฤหัสบดีที่
26 กุมภาพันธ์ 2524 ณ สำนักงานเกษตรภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ สรุปได้ดังนี้
ให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ป่าไม้ อยู่ด้วยความร่าเริงใจ ไม่ต้องกลัวถูกจับกุม ขับไล่ โดยการส่งเสริม
สนับสนุนของ ส่วนราชการในเรื่องต่างๆ ประกอบด้วยจัดที่ทำกินและน้ำสนับสนุนการ สร้างที่อยู่อาศัยและสวัสดิการ
ด้านต่างๆ พัฒนาที่ดินให้มีศักยภาพในการเพาะปลูกวิธีการสร้างหมู่บ้านป่าไม้ ส่งเสริมการปลูกผัก ปลูกข้าว
ให้พออยู่พอกิน สร้างแปลงสาธิตการเกษตรในพื้นที่ชุมชนเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมช่วยเหลือเรื่องการตลาด
ของพืชผลทาง การเกษตรของชาวบ้าน การสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน เช่น ส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะกล้าไม้
้ในพื้นที่ของตนเอง และส่วนราชการหรือภาคเอกชนซื้อกล้าไม้ของชาวบ้านไปปลูก เป็นต้นสร้างความรู้สึก
ให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของพื้นที่ไม่ใช่ลูกจ้าง หรือกรรมกรของป่าไม้ เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ ไม่คิดอพยพ
และรักษาหมู่บ้านของเขาเอง สิทธิทำกิน ( สทก.) มิให้มีการซื้อขายพื้นที่ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินที่จัดให้แล้วเมื่อไม่ใช่
้ สิทธิในที่ดินนั้นสมควร ที่จะต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของส่วนกลางชุมชน ได้แก่ คณะกรรมการหมู่บ้าน
3.ปรัชญา หรือข้อคิดในการดำเนินงานหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ “ประชาชนอยู่ได้ ป่าไม่อยู่ได้ ”
2. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
2.1 “ เมืองไทยไม่มีแหล่งนำจืดที่ไหนเลยนอกจากป่า ป่าเป็นแหล่งน้ำจืด ป่าเป็นที่เก็บน้ำ ป่าเป็นที่เก็บน้ำบริสุทธิ์
สำหรับพวกเราได้ทำมาหากินกันได้บริโภคเพื่อว่าพื้นแผ่นดินของเรานี้ ได้เป็นพื้นแผ่นดินที่เป็นประโยชน์ในชีวิตพวกเรา
อย่างแท้จริง” (29 พฤษภาคม 2538 บ้านสร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ )
2.2 โครงการป่ารักน้ำ “ พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัว
สร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า โครงการป่ารักน้ำ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2525 ณ บริเวณเชิงเขาภูผาเหล็ก
ติดต่อกับอ่างเก็บน้ำวังจวง บ.ถ้ำติ้ว ต.ส่องดาว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร พระราโชวาทสำคัญ ในโครงการหมู่บ้านป่ารักน้ำ
คือ “การจัดการให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้ โดยราษฎรไม่มีความคิดว่าที่ตรงนี้เป็ฯเขตบ้านแต่ให้ความรู้สึกว่าเป็นป่าผืน
เดียวกัน และรู้จักรักษาหวงแหนป่าเสมือนเป็นสมบัติของตนเอง”

วัตถูประสงค์
เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกทำลายป่า ให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันดูแล เฝ้าระวัง ป้องกัน รักษา และใช้ประโยชน์
จากป่าไม้อย่างยั่งยืน เพื่อให้การดำเนินงานตามโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ตามแนวพระราชดำริ 72 พรรษา
พระบรมราชินีนาถ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับตามแนวทางพระราชดำริ

พื้นที่เป้าหมาย
ในพื้นที่รับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพรรณพืช ประกอบด้วยหมู่บ้านที่อยู่ติดเขตและใน
เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพรรณสัตว์ป่า พื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ชั้น 1 และ 2 และป่าสงวนแห่งชาติโซน C
โดยปีงบประมาณ 2548 กรมอุทยาแห่งชาติ สัตว์ป่า และพืชพรรณกำหนดหมู่บ้าน เป้าหมายที่อยู่ในเขตควบคุม
รับผิดชอบของ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 จำนวน 10 หมู่บ้าน ประกอบด้วย
1. ท้องที่จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 4 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในความควบคุมรับผิดชอบของ
อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ประกอบด้วย
1.1 บ.ร่มเกล้า ต.ชมพู อ.เนินมะปราง
1.2 บ.ชมพูเหนือ ต.ชมพู อ.เนินมะปราง
1.3 บ.ซุ้มนกแขก ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง
1.4 บ.โปร่งพลู ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง
2. ท้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 6 หมู่ ประกอบด้วย
2.1 กลุ่มบ้านห้วยหว้า ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก อยู่ในความควบคุมรับผิดชอบของเขตรักษาพรรณสัตว์ป่าภูผาแดง
2.2 กลุ่ม บ.ห้วยหว้า ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก อยู่ในความควบคุมรับผิดชอบของเขตรักษาพรรณสัตว์ป่าภูผาแดง
2.3 บ.หนองเต่า ต.ท่าด้วง อ.หนองไผ่ อยู่ในความควบคุมรับผิดชอบของเขตรักษาพรรณสัตว
์ป่าตะเบาะ - ห้วยใหญ่
2.4 บ.ห้วยโป่งเหนือ ต.น้ำชุน อ.หล่มสัก อยู่ในความควบคุมรับผิดชอบของหน่วยปลูกป่าน้ำก้อ – น้ำชุนที่ 1
2.5 บ.เหมืองแบ่ง ต.วังบาล อ.หล่มเก่า อยู่ในความควบคุมรับผิดชอบของหน่วยปลูกป่าน้ำก้อ – น้ำชุนที่ 5
2.6 กลุ่ม บ.ภูโปรด ต.บ้านเนิน อ.หล่มเก่า อยู่ในความควบคุมรับผิดชอบของหน่วยปลูกป่าน้ำก้อใหญ่หน่วย

อ้างอิง http://www.bpp.go.th/project/project_3.html
โครงการพัฒนาตามพระราชกระแส
สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
บ.ทิไล่ป้า ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี


หลักการและเหตุผล
จากการที่สมเด็จพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงงานเยี่ยมโรงเรียนตำรวจ
ตระเวนฯ และราษฎร บ.ทิไล่ป้า ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 สมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับว่าที่ ร้อยตรีกิตติ ขันธมิตร รองผู้อำนวยการ
สำนักงานโครงการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและคณะผู้ติดตามเสด็จว่าขอให้ดำเนินการ
ช่วยเหลือพัฒนา คุณภาพชีวิตราษฎร บ.ทิไล่ป้า มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเตรียมความพร้อมของราษฎรเพื่อการพัฒนา
2. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น
3. เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. เพื่อเสริมความมั่นคงของหมู่บ้านตามแนวชายแดน

เป้าหมาย
1. พัฒนาคนให้คิดเป็นทำเป็นและพึ่งพาตนเองได้
2. พัฒนาสภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้มีกินมีใช้ และอยู่เย็นเป็นสุขตามสมควรแก่อัตภาพ
โดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของราษฎร
3. สร้างจิตสำนึกให้เกิดความหวงแหนทรัพยาการธรรมชาติให้คนกับป่าเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
4. สร้างจิตสำนึกให้เกิดความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความเป็นไทย

แนวทางการดำเนินงาน
1. ศึกษาวิถีชีวิตของราษฎร
2. ศึกษสภาพปัญหาของราษำรและหมู่บ้าน
3. จัด “เวที่ชาวบ้าน” เพื่อหาข้อยุติการแก้ไขในแต่ละปัญหาโดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของราษฎร
4. ดำเนินการพัฒนาตามข้อยุติที่ได้

แผนปฏิบัติการ
1. จัดเก็บข้อมูลสภาพชีวิตความป็นอยู่ของราษฎรในทุกด้ารระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 6 ตุลาคม 2545
2. สรุปและรวบรวมข้อมูล ระหว่างวันที่ 7 – 27 ตุลาคม 2545
3. เก็บข้อมูลเพิ่มเติมและจัดทำ “เวทีชาวบ้าน” ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2545
4. เสนอข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี,สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี (สสท.)และผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนได้รับทราบ
ภายในเดือนพฤศจิการยน 2545
5. ร่วมประชุมระหว่างราษฎร, สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในเดือน ธันวาคม 2545
6. จัดทำแผนพัฒนาในเดือน มกราคม 2546 เป็นต้นไป
7. ติดตามและประเมินผล ทุก 4 เดือน

ระยะเวลาในการดำเนินงาน
ดำเนินงาน 3 ปี(พ.ศ. 2546 – 2548)

งบประมาณ
1. องค์การบรหารส่วนตำบล
2. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
3. สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
4. กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
5. ภาคเอกชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ราษฎรมีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาตนเอง และชุมชนของตัวเองให้เข้มแข็งได้ด้วยพลังของราษฎรเอง
2. ราษฎรมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีกินมีใช้ และอยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้น
3. ราษฎรรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ สามารถอยู่ร่วมกับป่าไม้ด้วยจิตสำนึกที่พึ่งพา
ตนเองอาศัยกันระหว่างคนกับป่า
4. ราษฎรมีจิตสำนึกในการรักชาติศาสนา พระมหากษัตรย์ และความเป็นคนไทย

พ.ต.ท.เชน ทรงเดช ผบ.ร้อย 134 ผู้เสนอโครงการ
พ.ต.อ.ถาสุข ว่องวาจานนท์ ผกก.ตชด.13 ผู้เห็นชอบโครงการ
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย ผวจ.กาญจนบุรี ผู้อนุมัติโครงการ


อ้างอิง http://www.bpp.go.th/project/project_2.html
โครงการพัฒนาดอยตุง ( พื้นที่ทรงงาน )
อันเนื่องมาจากพระราชดําริ


ความเป็นมา
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เคยทรงมี
พระราชปรารภกับผู้ที่ตามเสด็จหรือผู้ที่เข้าเฝ้าฯ หลายๆท่านว่า
พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะหาหน่วยงานและประชาชน
มาร่วมปลูกป่า ทั้งนี้ เพราะทรงมีประราชปณิธานอย่าง
แรงกล้าที่จะเห็นป่าของเมืองไทยมีความอุดมสมบูรณ์มีความ
ชุ่มชื้นและมีพรรณไม้ที่มีดอกอันสวยงาม แต่พระราชประสงค์
ของพระองค์ยังไม่ปรากฎเป็นรูปธรรมจนกระทั่งเมื่อสมเด็จ
พระศรีนครินทราบมราชชนนี ทรงเจริญพระชนมายุมากแล้ว
รัฐบาลและประชาชนต่างมีความห่วงใยและเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรจะทรงมีที่ประทับในประเทศไทยแทนการแปร
พระราชฐานไปประทับในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในทุกรอบ 2 ปี หลังจากทรงพักพระราชกรณียกิจ ดังนั้น สํานักงานราช
เลขานุการในพระองค์จึงได้พยายามหาสถานที่ที่เหมาะสมสําหรับปลูกสร้างที่ประทับและในปี พ.ศ.2530 นายดํารง พิเดช
หัวหน้าหน่วยพัฒนาต้นน้ำ 31 ได้นํา ม.ร.ว.ดิศนัดดาดิศกุล ราชเลขานุการในพระองค์ มาตรวจดูสภาพดอยบริเวณบ้าน
อีก้อป่ากล้วย ตําบลแม่ไร่ อําเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งสถานที่นี้มีทําเลที่มีภูมิทัศน์และสภาพอากศคล้ายที่ประทับใน
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสถานที่นี้มีทําเลที่มีภูมิทัศน์และสภาพอากาศคล้ายที่ประทับในประเทศสวิตเซอแลนด์
ซึ่งพระองค์สามรถทรงงานเพื่อก่อประโยชน์ได้ จึงได้นําความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท

ในวันที่ 15 มกราคม 2530 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชินีได้เสด็จฯ
พร้อมด้วยสมเด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้ากัลยาณิวัฒนา
มาทอดพระเนตรบริเวณที่เห็นสมควรจะสร้างพระตําหนัก ทั้งสองพระองค์
ทรงโปรดสถานที่แห่งนี้และได้มีพระราชกระแสรับสั่งว่า
" ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง " และเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 สมเด็จ
พระศรีนครินทราบรมราชนนี เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่เขื่อนภูมิพล
จังหวัดตาก พลเอกชวลิต ยงใจยุทธผู้บัญชาการทหารบกและรักษาการผู้ บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นพร้อมด้วย
พลเอก จรวย วงศ์สายัณห์ เสนาธิการทหารบก ได้เข้าเฝ้าเพื่อถวายรายงานความเรียบร้อยของการจัดงานไหว้สาแม่ฟ้าหลวง
ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีรับสั่งถึงประสบการณ์ที่ทรงปลูกป่าบนดอยตุง ใกล้กับ
พระตําหนักภูพิงค์ฯ จังหวัดเชียงใหม่ และทรงมีรับสั่งต่อว่าพระองค์ฯเคยเสด็จฯขึ้นมานมัสการพระธาตุดอยตุง ซึ่งเป็น
ครั้งแรกที่เสด็จฯมาจังหวัดเชียงราย โดยมาประทับที่สถานีประมง จังหวัดพะเยา ในปี 2509 ซึ่งครั้งนั้นพระองค์ทรงเห็น
สภาพบนดอยตุงเป็นสภาพป่าไม้ที่ถูกตัดทําลายโดยการทําไร่เลื่อนลอย และทําการปลูกฝิ่นเป็นอาชีพ รวมทั้งทรงเห็น
สุขภาพอนามัยของประชาชนที่เสื่อมโทรม และเด็กไร้การศึกษาทรงมีพระราชปรารภว่า " อยากจะไปปลูกป่าบนดอยตุง
แต่คงจะต้องใช้ระยะเวลานานมากอาจจะ 10 ปี ซึ่งฉันคงไม่ได้เห็น " พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จึงกราบทูลว่าจะพยายาม
ทําให้สําเร็จภายใน 5 ปี ซึ่งพระองค์พอพระทัยมาก
พระราชดําริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี ดังกล่าวข้างต้น ผู้บัญชาการทหารบกและรักษาการผู้บัญชา
การทหารสูงสุด ได้รายงานเรื่องนี้ต่อรัฐบาลในขณะนั้นซึ่งมี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ
ท่านนายกฯ ได้เห็นชอบและอนุมัติให้ดําเนินการตามโครรงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน
2530 และในวันที่ 22 มิถุนายน 2530 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการพัฒนาดอยตุงจังหวัดเชียงรายขึ้น เพื่อรับผิดชอบ
ในการดําเนินการและจัดทําแผนงานโครงการและกิจกรรมพัฒนาต่างๆ พร้อมทั้งได้สั่งให้นําเสนอ คณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะ
รัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2531 ให้เความเห็นชอบในการดําเนินงานโครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย
ปีพ.ศ.2531-2533 และต่อมาได้มีการขยายเวลาการดําเนินงานโครงการพัฒนาดอยตุงออกไปอีกเป็น 3 ระยะคือระยะที่ 1
ตั้งแต่ปี 2534-2536 ระยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2537-2545 ระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี 2546-2560
นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในการดําเนินการตามโครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่
ี่26 เมาายน 2531 ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายสําหรับทรงงาน จํานวน 6 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7,737 ไร่ มีกรอบแนวทาง
ดําเนินการและหน่วยงานรับผิดชอบดังนี้
1. พื้นที่ที่ 1 บ.ลาบา ต.แม่ไร่ กิ่ง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีพื้นที่ 983 ไร่
2. พื้นที่ที่ 2 หน่วยย่อยป่าไม้ ต.แม่ไร่ กิ่ง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีเนื้อที่ 1,390 ไร่
3. พื้นที่ที่ 3 บ.จะลอ ต.แม่ไร่ กิ่ง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีเนื้อที่ 175 ไร่
4. พื้นที่ที่ 4 บ.ผาหมี ต.เวียงพางคํา อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีเนื้อที่ 2,464 ไร่
5. พื้นที่ที่ 5 พื้นที่บริเวณรอบพระตําหนักดอยตุง กิ่ง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีเนื้อที่ 1,963 ไร่
6. พื้นที่ที่ 6 พื้นที่ระหว่างบริเวณ หลังวัดน้อยดอยตุง และบ.อีก้อผาฮี้ กิ่ง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีเนื้อที่ 730 ไร่
่ในเวลาต่อมาได้มีการขยายพื้นที่ออกไปอีกรวมเป็น 27 หมู่บ้าน รวมเป็นพื้นที่ในโครงการพัฒนาดอยตุงประมาณ

อ้างอิง http://www.bpp.go.th/project/project_18.html

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความสำคัญของนวัตกรรม

ความสำคัญของนวัตกรรมในการแข่งขันยุคใหม่
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 ธันวาคม 2546
ปัจจุบันผมจะได้ยินผู้บริหารจำนวนมากที่พูดถึงคำว่านวัตกรรมหรือ Innovation ซึ่งโดยส่วนใหญ่นั้น ผู้บริหารมักจะต้องการให้องค์กรที่ตนเองบริหารอยู่มุ่งเน้นในเรื่องของนวัตกรรม หรือมีความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม (Innovative Organization) ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาในหมู่ผู้บริหารระดับกลาง และระดับล่างว่านวัตกรรมนั้นจริงๆ แล้วคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และการที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมนั้นจะทำได้อย่างไร?
มักจะมีความเข้าใจผิดอยู่มากเวลาเรานึกถึงคำว่านวัตกรรมว่าต้องหมายถึง สิ่งที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงหรือสินค้าใหม่ๆ ที่มีความเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่ชอบออกมาดึงดูดเงินในกระเป๋าของเรา อีกทั้งยังมีความเข้าใจว่านวัตกรรมก็คือการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ แต่จริงๆ แล้วคำว่านวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีเท่านั้น
รากศัพท์ของคำว่า Innovation มาจากภาษาละตินว่า 'innovare' ที่แปลว่า การทำสิ่งใหม่ๆ ในขณะเดียวกันเมื่อเปิดดูพจนานุกรมของ สอ เสถบุตร ก็จะพบว่าคำว่า Innovation แปลเป็นไทยว่า เปลี่ยนแปลงใหม่ ดังนั้นจะเห็นได้นะครับว่าเมื่อเราพูดถึงนวัตกรรม เราไม่ได้พูดถึงแต่เฉพาะเทคโนโลยีชั้นสูงเท่านั้น ผมขออนุญาตตีความหมายรวมเลยว่านวัตกรรมน่าจะหมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสิ่งใหม่ๆ
เมื่อเราเข้าใจในที่มาของคำว่านวัตกรรมแล้ว คิดว่าท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นภาพนะครับว่าเพราะเหตุใดนวัตกรรมถึงมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และการแข่งขันในปัจจุบัน จริงๆ แล้วคงไม่ใช่แค่องค์กรธุรกิจเท่านั้นหรอกนะครับ ผมเชื่อว่าองค์กรทุกประเภทควรจะต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เนื่องจากในปัจจุบัน ถ้าองค์กรไม่สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยสิ่งใหม่ๆ แล้วย่อมยากที่จะทำให้องค์กรนั้นประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ หน่วยงานที่ไม่ได้แสวงหากำไรหลายแห่งเริ่มที่จะพยายามพัฒนาตนเองในเชิงของนวัตกรรมมากขึ้น อย่างเช่นในหน่วยงานที่ผมสังกัดอยู่ (คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เราก็ได้มีการกำหนดกลยุทธ์หลักของคณะในอันที่จะเป็น Innovative Business School เป็นต้น
ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูองค์กรที่เป็นผู้นำในแต่ละธุรกิจดูซิครับ แล้วจะพบว่าความสำเร็จขององค์กรเหล่านั้นเกิดขึ้นจาก นวัตกรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมทางด้านสินค้า ด้านกระบวนการทำงาน ด้านการให้บริการ ด้านการจัดการ หรือด้านการตลาด และการที่องค์กรเหล่านี้จะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่องก็ต้องเกิดขึ้นจากนวัตกรรมเช่นกัน
ถ้าองค์กรไม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองจากสิ่งใหม่ๆ ได้แล้วย่อมยากที่จะทำให้องค์กรยังคงครองความเป็นที่หนึ่งได้ อย่างมากก็เป็นเพียงองค์กรธรรมดาๆ อีกแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง
เมื่อท่านผู้อ่านเห็นความสำคัญของนวัตกรรมแล้ว ก็คงเกิดคำถามขึ้นในใจต่อนะครับ ว่าแล้วจะพัฒนาองค์กรของท่านให้มีลักษณะเป็น Innovative Organization หรือองค์กรแห่งนวัตกรรมได้อย่างไร? การพัฒนาให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของผู้บริหารทุกองค์กร เพียงแต่จะต้องมีความเข้าใจต่อคุณลักษณะของ Innovative Organization เสียก่อน อีกทั้งต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าคำว่าองค์กรแห่งนวัตกรรมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการมีหน่วยงานทางด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เท่านั้น แต่การที่จะเป็น Innovative Organization ได้จะต้องเกิดขึ้นจากทั้งองค์กร เราลองมาดูกันนะครับว่าองค์กรที่มีลักษณะเป็น Innovative Organization ควรจะประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง
แรกสุดก็คงหนีไม่พ้นทิศทางและกลยุทธ์ที่ชัดเจนที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็น Innovative Organization อีกทั้งความมุ่งมั่นและทุ่มเทของผู้บริหาร ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่เขียนไว้เฉยๆ ว่าต้องการเป็น Innovative Organization แต่ผู้บริหารกลับไม่ได้ทำตัวให้เหมาะสมกับความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม เมื่อทิศทางและความมุ่งมั่นของผู้บริหารชัดเจนแล้ว ก็คงจะต้องตามด้วยโครงสร้างองค์กรที่กระตุ้น และก่อให้เกิดนวัตกรรมภายในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโครงสร้าง ที่มีความยืดหยุ่น ในระดับที่เหมาะสมที่จะกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมภายในองค์กร
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังด้วยนะครับไม่ให้โครงสร้างมีลักษณะที่หลวมเกินไป เมื่อโครงสร้างสนับสนุนแล้ว ก็ต้องมีบุคลากรที่สำคัญที่จะทำหน้าที่ตามบทบาทต่างๆ ภายใต้กระบวนการนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จะเป็นเจ้าภาพในโครงการ (Champions) หรือผู้สนับสนุน (Promoters) อีกทั้งบุคลากรภายในองค์กร ยังจะต้องมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันเป็นทีม มากกว่าปัจเจกบุคคล
ทั้งนี้เนื่องจากนวัตกรรมจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้จากการทำงานร่วมกันของบุคคลที่มีพื้นฐานที่หลากหลายมากกว่า ในขณะเดียวกันก็ต้องอย่าลืมความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรนะครับ เนื่องจากการที่บุคลากรจะเป็นผู้ที่สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้บุคลากรเองจะต้องมีความรู้และทักษะที่เหมาะสม
นอกเหนือจากในเรื่องของทิศทาง โครงสร้าง การทำงานเป็นทีม และบุคคลแล้ว องค์กรที่จะมีลักษณะเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมยังจะต้องให้ความสำคัญกับบรรยากาศและสภาวะแวดล้อมในการทำงานด้วย โดยถ้าเป็นไปได้องค์กรควรที่จะสร้างวัฒนธรรมขององค์กรที่ให้ความสำคัญและคุณค่ากับนวัตกรรมเป็นสำคัญ และต้องอย่าลืมว่าการจะเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมได้นั้นความเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกองค์กรเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากหลายครั้งที่นวัตกรรมที่สำคัญภายในองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นจากภายใน แต่เป็นการสามารถเชื่อมโยงแนวคิดต่างๆ จากภายนอกเข้ามารวมกันได้
ข้างต้นเป็นเพียงแค่บางส่วนของคุณลักษณะขององค์กรแห่งนวัตกรรมนะครับ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นด้วยนะครับที่คำว่านวัตกรรมเป็นคำที่ดูดี เมื่อนำไปใส่ในวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ขององค์กรใดก็แล้วแต่ ก็จะทำให้องค์กรนั้นดูดีไปด้วย แต่การที่จะพัฒนาองค์กรของตนเองให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด
การที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมเกิดขึ้นภายในองค์กรนั้น องค์กรจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง?
ประการแรกคงจะต้องเริ่มจากกลยุทธ์ขององค์กร ที่จะต้องมุ่งเน้นในด้านนวัตกรรมเป็นสำคัญ โดยมุ่งเน้นในด้านผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมภายนอกที่จะส่งผลต่อองค์กร ประการที่สององค์กรจะต้องมีเครื่องมือ กิจกรรม และแผนงานต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมภายในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือในการบริหารโครงการด้านนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์ความเป็นไป


อ้างอิงhttp://www.nidambe11.net/ekonomiz/2003q4/article2003dec09p3.htm

ความหมายของนวัตกรรม

ความหมายของนวัตกรรมการศึกษา
"นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation )" หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย ในปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว และประเภทที่กำลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ ( Hypermedia ) และอินเทอร์เน็ต [Internet] เหล่านี้ เป็นต้น (วารสารออนไลน์ บรรณปัญญา.htm)
“นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational Innovation) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นต้น

อ้างอิงโดย
http://school.obec.go.th/sup_br3/t_1.htm